บาลีไวยากรณ์




บาลีไวยากรณ์

                  บาลีไวยากรณ์  แปลว่า  ปกรณ์เป็นเครื่องทำศัพท์ในบาลีให้แจ่มแจ้ง  แบ่งเป็น  ๔ ภาค  คือ

  1. อักขรวิธี  ว่าด้วยวิธีของอักษร  มี  ๒  ส่วน  คือ  สมัญญาภิธาน  และ  สนธิ
  2. วจีวิภาค   ว่าด้วยการจำแนกคำพูด  มี  ๖  ส่วน  คือ  นาม  อัพพยยศัพยยศัพท์  สมาส  ตัทธิต  อาขยาต  และกิตก์
  3. วากยสัมพันธ์  ว่าด้วยการกและการผูกคำพูดในพากย์ให้เนื่องกัน
  4. ฉันทลักษณะ  ว่าด้วยวิธีแต่งฉันท์  คือ  คาถาที่เป็นวรรณพฤธ์และมาตราพฤธ์

ภาคที่  ๑  อักขรวิธี

ส่วนที่  ๑  สมัญญาภิธาน

                  สมัญญาภิธาน  แปลว่า  คำเป็นเครื่องกล่าวถึงชื่อที่รู้กันอยู่  หรือ  คำเป็นเครื่องกล่าวถึงชื่อที่เป็นเครื่องสำเหนียกให้รู้  หมายถึงการระบุชื่ออักษรพร้อมทั้งฐานและกรณ์ 

                  อักขระ  แปลว่า  ไม่รู้จกสิ้น  และ  ไม่เป็นของแข็ง  หมายถึงเสียงและตัวอักษรที่ใช้ในภาษาบาลี  มี  ๔๑  ตัว  คือ  อ  อา  อิ  อี  อุ  อู  เอ  โอ,  ก  ข  ค  ฆ  ง,  จ  ฉ  ช  ฌ  ญ,  ฏ  ฐ  ฑ  ฒ  ณ,  ต  ถ  ท  ธ  น,  ป  ผ  พ  ภ  ม,  ย  ร  ล  ว  ส  ห  ฬ    (อํ)  แบ่งเป็น  ๒  ประเภท  คือ  สระ  และ  พยัญชนะ

สระ

                อักขระ  ๘  ตัวข้างต้น  มี  อ  เป็นต้น  มี  โอ  เป็นที่สุด  ชื่อว่า  สระ  เพราะออกเสียงได้เองและทำพยัญชนะให้ออกเสียงได้ด้วย  มีหลัก  ๘  ประการ  คือ

            ๑.สระทั้ง  ๘  ตัวนั้น  ชื่อว่า  นิสสัย  เพราะเป็นที่อาศัยของพยัญชนะ

  1. อ  อิ  อุ  ชื่อว่า  รัสสะ  เพราะมีเสียงสั้น
  2. เอ  โอ    ที่มีตัวสะกด  ท่านว่าเป็น  รัสสะ
  3. อา  อี  อู  เอ  โอ  ชื่อว่า  ทีฆะ  เพราะมีเสียงยาว
  4. อ  อิ  อุ  ชื่อว่า  ลหุ  เพราะมีเสียงเบา
  5. อา  อี  อู  เอ  โอ  และ  อ  อิ  อุ  ที่มีตัวสกด  และ  มีนิคคหิตอยู่หลัง  ชื่อว่า  ครุ  เพราะมีเสียงหนัก
  6. สระแบ่งเป็น  วรรณะ  ได้  ๓  คือ

    1. อ  อา  จัดเป็น  อ  วรรณะ  เพราะมีรูปเหมือน  อ
    2. อิ  อี  จัดเป็น  อิ  วรรณะ  เพราะมีรูปเหมือน  อิ
    3. อุ  อู  จัดเป็น  อุ  วรรณะ  เพราะมีรูปเหมือน  อุ
  7. เอ  โอ  เพราะเป็นสระผสม  คือ  อ  กับ  อิ  เป็น  เอ  อ  กับ  อุ  เป็น  โอ  จึงเรียกว่า  สังยุตตสระ  ไม่จัดเป็นวรรณะ  ใด ๆ

พยัญชนะ

                  อักขระเป็นเครื่องแสดงอรรถ  คือทำเนื้อความให้ปรากฏชัด  ชื่อว่า  พยัญชนะ  มี  ๓๓  ตัว  มี  ก  เป็นต้น  มี    (อํ)  เป็นที่สุด  มีหลัก  ๑๒  ประการ  คือ

  1. พยัญชนะทั้งหมด  ชื่อว่า  นิสสิต  เพราะต้องอาศัยสระจึงออกเสียงได้
  2. พยัญชนะที่รวมกันเป็นหมวดหมู่ตามฐานและกรณ์  เรียกว่า  “พยัญชนะวรรค ”  มี  ๕  วรรค  คือ
                                                ก  ข  ค  ฆ  ง       เรียกว่า   ก   วรรค                                                                                               

                                                จ  ฉ  ช  ฌ  ญ     เรียกว่า   จ   วรรค

                                                ฏ  ฐ  ฑ  ฒ  ณ    เรียกว่า   ฏ   วรรค

                                                ต  ถ  ท  ธ  น      เรียกว่า   จ   วรรค

                                                ป  ผ  พ  ภ  ม      เรียกว่า   ป   วรรค

                  ๓.  พยัญชนะที่ไม่รวมกันเป็นหมวดหมู่ตามฐานและกรณ์  เรียกว่า  พยัญชนะอวรรค  มี  ๘  ตัว  คือ  ย  ร  ล  ว  ส  ห  ฬ    (อํ)

  • (อํ)  เรียกว่า  นิคคหิต  เพราะกดกรณ์  เรียกว่า  อนุสาร  เพราะไปตามสระเสียงสั้น
  1. ที่เกิดของอักขระ  ชื่อว่า  ฐาน  มี  ๖  คือ  กณฺโฐ  คอ  ตาลุ  เพดาน  มุทฺธา  ศรีษะหรือปุ่มเหงือก                 

ทนฺโต  ฟัน  โอฏฺโฐ  ริมฝีปาก  และ  นาสิกา  จมูก

                  อนึ่ง  ถ้านับ  อุโร  อก  ซึ่งเป็นฐานของ  ห  ผสมด้วย  มี  ๗

  1. อักขระเกิดในฐานต่างกัน  คือ

                                                อ  อา  ก  ข  ค  ฆ  ง  ห     เกิดที่คอ          เรียกว่า   กัณฐชอักษร

                                                อิ  อี  จ  ฉ  ช  ฌ  ญ  ย      เกิดที่เพดาน   เรียกว่า   ตาลุชอักษร

                                                ฏ  ฐ  ฑ  ฒ  ณ  ร  ฬ        เกิดที่ศรีษะหรือปุ่มเหงือก   เรียกว่า   มุทธชอักษร

                                                ต  ถ  ท  ธ  น  ล  ส          เกิดที่ฟัน    เรียกว่า    ทันตชอักษร

                                                อุ  อู  ป  ผ  ภ  พ  ม          เกิดที่ริมฝีปาก   เรียกว่า   โอฏฐชอักษร

                                                  (อํ)                              เกิดที่จมูก   เรียกว่า   นาสิกัฏฐานชอักษร

                                                เอ                                  เกิดที่คอและเพดาน  เรียกว่า   กัณฐตาลุชอักษร

                                                โอ                                เกิดที่คอและริมฝีปาก  เรียกว่า  กัณโฐฏฐชอักษร

                                                ว                                  เกิดที่ฟันและริมฝีปาก  เรียกว่า  ทันโตฏฐชอักษร

                                                พยัญชนะที่สุดวรรคทั้ง  ๕  เกิดตามฐานของตนและจมูก  เรียกว่า  สกัฏฐานนาสิกัฏฐานชอักษร

                                                ห  ผสม  กับ  ญ  ณ  น  ม  ย  ล  ว  ฬ   เกิดที่อก  เรียกว่า  อุรชอักษร

                  ๗.  ที่ทำเสียงอักขระ  ชื่อว่า   กรณ์  มี  ๔  คือ

                            (๑)  ชิวหามชฺฌํ    ท่ามกลางลิ้น  เป็นกรณ์ของ  ตาลุชอักษร

                           (๒) ชิวฺโหปคฺคํ     ถัดปลายลิ้นเข้ามา  เป็นกรณ์ของ  มุทธชอักษร

                           (๓) ชิวหคฺคํ          ปลายลิ้น  เป็นกรณ์   ของทันตชอักษร

                           (๔) สกฏฺฐานํ     ฐานของตน  เป็นกรณ์  ของอักษรที่เหลือ                                                           

๘.การว่าอักขระมีระยะดังนี้                                                                                                                                         

         พยัญชนะผสม   เช่น   ตฺย   ว่าครึ่งส่วน

                           สระเสียงสั้น       เช่น   มุนิ   ว่า   ๑   ส่วน

                           สระยาว                เช่น  เฉโก   ว่า   ๒  ส่วน

                           สระมีพยัญชนะสังโยค   เช่น  ตกฺโก   ว่า   ๓   ส่วน

  1. เสียงของพยัญชนะ  มี  ๒  อย่าง  คือ                                                                                                                      

    1. ที่มีเสียงต่างจากภาษาไทย  มี  ๕  ตัว

ค   มีเสียงดุจ  ก  ผสม  ง

ช   มีเสียงดุจ  ช  ผสม  ย

ฑ  มีเสียงดจ  ด

ท   มีเสียงดุจ  ด

พ   มีเสียงดุจ  บ

  1. พยัญชนะที่มีเสียงหนักเบาเป็นต้นต่างกัน  ดังนี้

            พยัญชนะที่  ๓,  ๔  และ  ๕  ในวรรคทั้ง  ๕  และ  ย  ร  ล  ว  ห  ฬ  มีเสียงก้องเรียกว่า  โฆสะ

         พยัญชนะที่  ๑  และ  ๒  ในวรรคทั้ง  ๕  และ  ส  มีเสียงไม้ก้อง  เรียกว่า  อโฆสะ                พยัญชนะที่  ๑  และ  ๓  ในวรรคทั้ง  ๕  ถูกฐานหย่อนมีเสียงเบา  เรียกว่า  สิถิล

         พยัญชนะที่  ๒  และ  ๔  ในวรรคทั้ง  ๕  ถูกฐานหนักมีเสียงก้องบันลือเรียก  ธนิต

         พยัญชนะที่สุดวรรคทั้ง  ๕  ในคัมภีร์กัจจายนเภทว่าเป็น  สิถิล  แต่ในที่อื่นมิได้กล่าวไว้

         นิคคหิต (อํ) ผู้รู้ศัพท์ศาสตร์ประสงค์เป็น  โฆสะ  นักปราชญ์ฝ่ายศาสนาประสงค์เป็น  โฆศาโฆสวิมุตติ

           (อํ)  ว่าตามวิธีบาลี  มีเสียงเหมือน  ง  สะกด  ว่าตามวิธีสันสกฤต  มีเสียงเหมือน

ม  สะกด

  1. การว่าอักขระ  มีเสียง  ดังนี้

                                    สิถิลอโฆสะ                    ว่าเบาที่สุด

                                    ธนิตอโฆสะ                   ว่าหนักกว่าสิถิลอโฆสะ

                                    สิถิลโฆสะ                     ว่าหนักกว่าธนิตอโฆสะ

                                    ธนิตโฆสะ                     ว่าหนักกว่าสิถิลโฆสะ

  1. การซ้อนตัวอักษรเรียกว่า  พยัญชนะสังโยค  มี  ๘  คือ

พยัญชนะที่  ๑  ซ้อนหน้าพยัญชนะที่  ๑  และ  ๒  ในวรรคของตนได้

พยัญชนะที่  ๓  ซ้อนหน้าพยัญชนะที่  ๓  และ  ๔  ในวรรคของตนได้                              

พยัญชนะที่สุดวรรค  ซ้อนหน้าพยัญชนะในวรรคของตนได้ทั้งหมด  เว้นแต่  ง  ซ้อนหน้าตัวเองไม่ได้

ย  ล  ส  ซ้อนหน้าตัวเองได้

ย  ร  ล  ว  อยู่หลังพยัญชนะอื่น  ออกเสียงผสมกับพยัญชนะตัวหน้า  เช่น  วากฺยํ

ห  อยู่หน้าพยัญชนะอื่น  ทำพยัญชนะให้ออกเสียงมีลมมาก  เช่น  พฺรหฺมา

ส  เป็น  อุสุมะ  อยู่หน้าพยัญชนะอื่น  ออกเสียงกึ่งหนึ่งของสระรัสสะ  เช่น  ตสฺมา

ห  อยู่หลัง  ญ  ณ  น  ม  ย  ล  ว  ฬ  ออกเสียงผสมตัวหน้า  เช่น  ปญฺโห,  ตณฺหา

พยัญชนะวรรค  อยู่หน้าพยัญชนะอวรรค  ออกเสียงผสมกึ่งหนึ่งได้  เช่น  อนฺเวติ,  อตฺรโช

ย  ร  ล  ว  ส  ห  ฬ  เป็น  อัฑฒสระ  อยู่หน้าพยัญชนะอื่น  ออกเสียงผสมกึ่งหนึ่ง  เช่น  มยฺหํ,  เสว,

ตสฺมา  กลฺยาณํ

            ๑๒.  ลำดับการเรียงอักขระมีดังนี้                          

  1. เรียงสระไว้ก่อนเพราะสระเป็นนิสสัย
  2. เรียงพยัญชนะไว้หลังเพราะพยัญชนะเป็นนิสสิต
  3. เรียงสระที่เกิดฐานเดียวไว้ก่อน  เรียงที่เกิดสองฐานไว้หลัง
  4. สระที่เกิดฐานเดียว  ก็เรียงตามลำดับฐานและตามลำดับรัสสะทีฆะ
  5. สังยุตตสระเรียง  เอ  ไว้ก่อน  โอ  เพราะเกิดใน  ๒  ฐานที่ตั้งก่อน
  6. เรียงพยัญชนะวรรคไว้หน้าพยัญชนะอวรรค  เพราะมีจำนวนมาก
  7. พยัญชนะวรรค  ก็เรียงตามลำดับฐานและตามลำดับ  อโฆสะ  โฆสะ
  8. พยัญชนะอวรรค  เรียงตามลำดับฐาน  และ  เรียง  โฆสะไว้หน้า  เพราะมีจำนวนมาก
  9. เรียง  ห  ไว้หลัง  ส  ซึ่งเป็น  อโฆสะ  เพราะอาจเป็นได้หลายฐาน
  10. เรียง  ฬ  ไว้หลัง  ห  เพราะความนิยมไม่แน่นอน
  11. เรียงนิคคหิตไว้ท้าย  เพราะพ้นจากความเป็นโฆสะ  และอโฆสะ

รูปวิเคราะห์ที่ควรทราบ

                  ๑.สมัญญาภิธาน  – สมํ  ญายเตติ-สมญฺญา  หรือ  สมํ  ชานาติ  เอตายติ  สมญฺญา  ( สํ- ญา- อ )                                                                  

                                                   อภิธียเต  เอเตนาติ  –  อภิธานํ.  สมัญฺญาย  อภิธานํ  –  สมญฺญาภิธานํ   

      ๒. อักขระ        (๑)  น  ขียตีติ  อกฺขโร

  1. น  ขรตีติ  อกฺขโร

                  ๓.  สระ           (๑)     ปรํ  นิสฺสาย  สรนฺติ  คจฺฉนฺตีติ  สรา

  1. พฺยญฺชนานิ  สราเปนฺตีติ  สรา

                  ๔.  พยัญชนะ   พฺยญฺชยติ  อตฺโถ  เอเตหีติ  พฺยญชนานิ

                  ๕.  สนธิ          (๑)  สนฺธายิตพฺพํ  สนฺธิ

  1. สนฺธานํ  สนฺธิ                                                                                                                                         

สนธิ                

สนธิ  ได้แก่การต่อศัพท์และอักขระให้เนื่องกัน  มีประโยชน์  ๓  อย่าง  คือ

  1. ย่นอักขระให้น้อยลง
  2. เป็นอุปการะในการแต่งฉันท์
  3. ทำคำพูดให้สละสลวยขึ้น

                  สนธิ  มี  ๓  คือ  สระสนธิ  พยัญชนะสนธิ  และ  นิคคหิตสนธิ

                  สนธิกิริโยปกรณ์  คือ  วิธีที่ใช้เป็นเครื่องมือในการต่อศัพท์มี  ๘  อย่าง  คือ  โลโป  ลบ,  อาเทโส  แปลง

อาคโม  ลงอักษรใหม่,  วิกาโร  ทำให้ผิดจากรูปเดิม,  ปกติ  คงรูปเดิมไว้  ทีฆํ  ทำให้ยาว  รสฺสํ  ทำให้สั้น  และ  สัญ

โญโค  ซ้อนตัว 

สระสนธิ

                  สระสนธิ  ใช้สนธิกิริโยปกรณ์  ๗  อย่าง  คือ

                           ๑.  โลปสระสนธิ  ต่อด้วยการลบสระ  มี  ๒  คือ 

                           ๑)  ปุพพโลปะ  ลบสระหน้า

                                      (ก) ข้างหน้าเป็นสระ  ข้างหลังเป็นพยัญชนะสังโยคหรือทีฆะ  ให้ลบสระหน้า  เช่น  ยสฺส+อินทรียานิ – ยสฺสินฺทฺรียานิ  สเมตุ + อายสฺมา  เป็น  สเมตายสฺมา

                                  (ข)  สระทั้ง  ๒  เป็นรัสสะและมีรูปไม่เสมอกัน  ลบสระหน้าไม่ต้องทีฆะ  เช่น  จตูหิ+อปาเยหิ  เป็น  –  จตูหปาเยหิ 

  1. สระทั้ง  ๒  เป็นรัสสะมีรูปเสมอกัน  ลบแล้วต้อง

 

  1. ทีฆะ  เช่น  ตตฺร+อยํ  เป็น  ตตฺรายํ
  2.  
  3.      (ง)  สระหน้าเป็นทีฆะสระหลังเป็นรัสสะ  ลบแล้วต้องทีฆะสระหลัง  เช่น  สทฺธา+อิธ –เป็น  สทฺธีธ

                           ๒)  อุตตรโลโป  ลบสระหลัง

                         (ก)  ถ้าสระหน้าและสระหลังไม่เสมอกัน  ลบสระหลังได้  เช่น  จตฺตาโร+อิเม-จตฺตาโรเม

                      (ข)  สระหน้าและสระหลังเป็นรัสสะ  ลบสระหลังไม่ต้องทีฆะ  เช่น  น+อิทานิ – นทานิ

                                 (ค)  นิคคหิตอยู่หน้า  ลบสระหลังได้  เช่น  อภินฺทํ+อิติ  เป็น  อภินนฺทุนฺติ

๒.อาเทสสระสนธิ  ต่อด้วยการแปลงสระ  มี  ๒  คือ

  1. ปุพพอาเทสะ  แปลงสระหน้า

(ก)  อิ  เอ  อยู่หน้า  ข้างหลังเป็นสระ  แปลง  อิ  เอ  เป็น  ย  เช่น  ปฏิสณฺฐารวุตฺติ+อสฺส

เป็น  ปฏิสรฺฐารวุตฺยสฺส  อคฺคิ+อาคารํ  เป็น  อคฺคยาคารํ  เต+อสฺส  เป็น  ตยสฺส  เม+อยํ  เป็น  มฺยายํ  เต+อหํ เป็น       

ตฺยาหํ

                                    (ข)  อุ  โอ  อยู่หน้า  ข้างหลังเป็นสระ  แปลง  อุ  โอ  เป็น  ว  เช่น  วตฺถุ+เอตฺถ  เป็น

วตฺเถวตฺถ  โส+อหํ  เป็น  สฺวาหํ

                 ๒) อุตตรอาเทสะ  แปลงสระหลัง  คือ  สระอยู่หน้า  แปลง  เอ  แห่ง  เอว  เป็น  ริ  รัสสะสระหน้า  เช่น  ยถา+เอว  เป็น  ยถริว  ตถา+เอว  เป็น  ตถริว

                  ๓.  อาคมสระสนธิ  ต่อด้วยลงสระใหม่  มี  ๒  คือ

                           ๑)  โอ  อยู่หน้า  ข้างหลังเป็นพยัญชนะ  ลบ  โอ  แล้วลง  อ  อาคม  เช่น  โส+สีลวา  เป็น  สฺสีลวา

โส+ปญฺญวา  เป็น  สปญฺญวา  เอโส+ธมฺโม  เป็น  เอสธมฺโม

  1. อ  อยู่หน้า  พยัญชนะอยู่หลัง  ลบ  อ  ลง  โอ  อาคมได้  เช่น  ปร+สหสฺสํ  เป็น  ปโรสหสฺสํ

สรท+สตํ  เป็น  สรโทสตํ

                  ๔.  วิการสระสนธิ  ต่อด้วยการทำสระให้ผิดรูป  มี  ๒  คือ

                           ๑)  ปุพพวิการะ  วิการสระหน้า

                                 (ก)  ลบสระหลัง  วิการสระหน้าเป็น  เอ  เช่น  มุนิ+อาลโย  เป็น  มุเนลโย

                          (ข)  ลบสระหลัง  วิการสระหน้าเป็น  โอ  เช่น  สุ+อตฺถิ  เป็น   โสตฺถิ

  1. อุตตรวิการ  วิการสระหลัง                                                                                                          

(ก).ลบสระหน้า  วิการสระหลัง  เป็น  เอ  เช่น  มารุต+อิริตํ  เป็น  มารุเตริตํ  พนฺธุสฺส+อิว

เป็น  พนฺธสฺเสว

  1. ลบสระหน้า  วิการสระหลังเป็น  โอ  เช่น  น+อุเปติ  เป็น  โนเปติ  อุทกํ+อุมิกชาตํ เป็น  อุทโกมิชาตํ

                        ๕. ปกติสระสนธิ  ต่อสระตามปกติ  เช่น  โก+อิมํ  เป็น  โกอิมํ  มจฺจุโน+ปทํ  เป็น  จุโนปทํมจฺ

  1. ทีฆะสระสนธิ  ต่อด้วยการทำสระสั้นให้ยาว  มี  ๒  คือ

             ๑)  ปุพพทีฆะ  ทีฆะสระหน้า

                                           (ก). สระอยู่หลัง  ทีฆะสระหน้า  เช่น  กึสุ  +อิธ  เป็น  กึสูธ  สาธุ+อิติ  เป็น  สรธูติ

                                     (ข).  พยัญชนะอยู่หลัง  ทีฆะสระหน้า  เช่น  ขนฺติ+ปรมํ  เป็น  ขนฺติปรมํ  มุนิ+จเร  เป็น   มุนีจเร                  

           ๒)  อุตตรทีฆะ  ทีฆะสระหลัง  คือ  ลบสระหน้า  ทีฆะสระหลัง  เช่น  สทฺธา+อิธ  เป็น  สทฺธีธ

จ+อุภยํ  เป็น  จูภยํ

๗.  รัสสะสระสนธิ  ต่อด้วยการทำสระยาวให้สั้น  มี  ๒  คือ

 

              ๑)  พยัญชนะอยู่หลัง  รัสสะสระหน้า  เช่น  โภวาที+นาม  เป็น  โภวาทีนาม

             ๒)  เอ  แห่ง  เอวศัพท์  อยู่หลัง  รัสสัสระหน้า  เช่น  ยถา+เอว  เป็น  ยถริว           

พยัญชนะสนธิ

                  พยัญชนะสนธิ  ใช้สนธิกิริโยปกรณ์  ๕  อย่าง  คือ

                  ๑.  โลปพยัญชนะสนธิ  ต่อด้วยการลบพยัญชนะ  มี  ๒  คือ                                                                            

                            ๑)  นิคคหิตอยู่หน้า  สระอยู่หลัง  มีพยัญชนะซ้อนกัน  ๒ ตัว  ลบตัวหนึ่ง  เช่น  เอวํ+อสฺส  เป็น เอวํส,  ปุปฺผํ+อสฺสา  เป็น  ปุปฺผํสา  (พยัญชนะซ้อนกัน  ๒  ตัว  ลบเสียตัวหนึ่ง  เช่นนี้  ทุกแห่ง )

         ๒)  เมื่ออาเทส  อิ  เป็น  ย  พยัญชนะซ้อนกัน  ๒  ตัว  ลบตัวหนึ่ง  เช่น  รตฺติ+อาทิ  เป็น  รตฺตยาทิ

                  ๒.  อาเทสพยัญชนะสนธิ  ต่อดวยการแปลงพยัญชนะ  มี  ๕  คือ

                          ๑)  สระอยู่หลัง  แปลง  ติ  เป็น  ตฺย  แล้วแปลง  ตฺย  เป็น  จฺจ  เช่น  อิติ+เอวํ  เป็น  อิจฺเจวํ,  ปติ+อุตฺตริตฺวา  เป็น  ปจฺจุตฺตริตฺวา 

                            ๒). สระอยู่หลัง  แปลง  ธ  เป็น  ท  เช่น  เอกํ+อิธ+อหํ  เป็น  เอกมิทาหํ                                          

                         ๓)   แปลงโดยไม่นิยมสระหรือพยัญชนะเบื้องปลาย  คือ                                                             

                              แปลง  ธ  เป็น  ห  เช่น  สาธุ+ทสฺสนํ                เป็น   สาหูทสฺสนํ       

                              แปลง  ท  เป็น  ต  เช่น  สคโท                         เป็น   สุคโต

                              แปลง  ต  เป็น  ฏ  เช่น  ทุกฺกตํ                         เป็น   ทุกฺกฏํ

                              แปลง  ต  เป็น  ร  เช่น  อตฺตโช                        เป็น   อตฺตรโช

                              แปลง  ค  เป็น  ก  เช่น  กุลุปโค                        เป็น   กุลุปโก

                              แปลง  ร  เป็น  ล  เช่น  มหาสาโร                    เป็น   มหาสาโล

                              แปลง  ย  เป็น  ช  เช่น  ควโย                           เป็น   ควโช

                              แปลง  ว  เป็น  พ  เช่น  กุวโต                          เป็น   กุพฺพโต

                              แปลง  ย  เป็น  ก  เช่น  สยํ                              เป็น   สกํ

                              แปลง  ช  เป็น  ย  เช่น  นิชํ                             เป็น   นิยํ

                              แปลง  ต  เป็น  ก  เช่น  นิยโต                          เป็น   นิยโก

                              แปลง  ต  เป็น  จฺจ  เช่น  ภโย                          เป็น   ภจฺโจ

                              แปลง  ป  เป็น  ผ  เช่น  นิปฺปตฺติ                      เป็น   นิปฺผตฺติ

  1. สระอยู่หลัง  แปลง  อภิ  เป็น  อพฺภ  เช่น  อภิ+อุคฺคจฺฉติ  เป็น  อพฺภุคฺคจฺฉติ  แปลง  อธิ    เป็น  อชฺฌ  เช่น  อธิ+คมา  เป็น  อชฺฌคมา,  อธิ+โอภาโส  เป็น  อชฺโฌภาโส
  1. อาคมพยัญชนะสนธิ  ต่อด้วยการลงพยัญชนะใหม่  มี  ๒  คือ                                                            

      ๑)  สระอยู่หลัง  ลงพยัญชนะอาคม  ๙  ตัว  ต  ท  น  ม  ย  ร  ว  ฬ  ห                                                         ต    อาคม  เช่น  ตสฺมา+อิห                                   เป็น   ตสฺมาติห

                              ท  อาคม  เช่น  อตฺต+อตฺโถ                             เป็น   อตฺตทตฺโถ

                              น  อาคม  เช่น  อิโต+อายติ                              เป็น   อิโตนายติ

                              ม  อาคม  เช่น  ครุ+เอสฺสติ                              เป็น   ครุเมสฺสติ

                              ย  อาคม  เช่น  ยถา+อิทํ                                  เป็น   ยถายิทํ

                              ร  อาคม  เช่น  สพฺภิ+เอว                                เป็น   สพฺภิเรว   

                              ว  อาคม  เช่น  อุ+ทกฺขติ                                 เป็น   วุทกฺขติ

                                   ฬ  อคม  เช่น  ฉ+อายตนํ                                เป็น   ฉฬายตนํ

                              ห  อคม  เช่น  สุ+อุฏฺฐิตํ                                  เป็น   สุหุฏฺฐิตํ

                                  ๒) ปุถ  หรือ  ปา  อยู่หน้า  สระอยู่หลัง  ลง  ค  อาคมได้  เช่น  ปุถ+เอว  เป็น  ปุถเคว,  ปา+เอว  เป็น  ปเคว

 

  1. ปกติพยัญชนะสนธิ  ต่อด้วยพยัญชนะตามปกติ  เช่น  สาธุ+ชนา  เป็น  สาธุชนา                                
  2. สัญโยคพยัญชนะสนธิ  ต่อด้วยการซ้อนพยัญชนะ  มี  ๒  คือ

    1. ซ้อนพยัญชนะที่มีรูปเสมอกัน  เช่น  อิธ+ปโมทติ  เป็น  อิธปฺปโมทติ  จตุ+ทสี  เป็น  จาตุทฺทสี                                                                                                                                                                       
    2. ซ้อนพยัญชนะที่มีรูปไม่เสมอกัน  เช่น  จตฺตาริ+ฐานานิ  เป็น  จตฺตาริฏฺฐานานิ  ปริ+ขยํ  เป็น  ปริขยํ
    3. เอโสวจ+ฌานพโล  เป็น  เอโสวจชฺฌานพโล                                                                                                                                               

                  อนึ่ง  สัญโญคพยัญชนะสนธิ  แสดงถึงวิธีต่อศัพท์ให้สนิทสนมกัน  ส่วนพยัญชนะสังโยคในสมัญญาภิธานแสดงถึงตัวอักษรที่ใช้ซ้อนกันได้  หาได้มุ่งแสดงการต่อศัพท์ไม่

นิคคหิตสนธิ

                  นิคคหิตสนธิ  ใช้สนธิกิริโยปกรณ์  ๔  อย่าง  คือ

                  ๑.  โลปนิคคหิตสนธิ  ต่อด้วยการลบนิคคหิต  มี  ๒  คือ

                              ๑)  สระอยู่หลังลบนิคคหิตได้  เช่น  ตาสํ+อหํ  เป็น  ตาสาหํ,  วิทูนํ+อคฺคํ  เป็น  วิทูนคฺคํ

                              ๒)  พยัญชนะอยู่หลัง  ลบนิคคหิตได้  เช่น  อริยสจฺจานํ+ทสฺสนํ  เป็น  อริยสจฺานทสฺสนํจ,  พุทฺธานํ+สาสนํ  เป็น  พุทฺธานสาสนํ

                  ๒.  อาเทสนิคคหิตสนธิ  ต่อด้วยการแปลงนิคคหิต  มี  ๕  คือ

                              ๑)  พยัญชนะวรรคอยู่หลัง  แปลงนิคคหิต  เป็นพยัญชนะที่สุดวรรค  เช่น  เอวํ+โข  เป็น  เอวงฺโข,

ธมฺมํ+จเร  เป็น  ธมฺมญฺจเร,  สํ+ฐิตํ  เป็น  สณฺฐิตํ,  ตํ+นิพฺพุตํ  เป็น  ตนฺนิพฺพุตํ,  จิรํ+ปวาสึ  เป็น  จิรปฺปวาสึ   

                                   ๒) เอ  ห  อยู่หลัง  แปลงนิคคหิตเป็น  ญ  เช่น  ปจฺจตฺตํ+เอวํ  เป็น  ปจฺจตฺตญฺเญว,  ตํ+เอว  เป็น  ตญฺเญว,  ตํ+หิ  เป็น  ตญฺหิ

๓) ล  อยู่หลัง  แปลงนิคคหิต  เป็น  ล  เช่น  สํ+ลกฺขณา  เป็น  สลฺลกฺขณา,  สํ+ลกฺเขตฺวา  เป็น  สลฺลกฺ

เขตฺวา

                              ๔)  ย  อยู่หลัง  แปลงนิคคหิตกับ  ย  เป็น  ญฺญ  เช่น  สํ+ยโม  เป็น  สญฺญโม,  สํ+โยโค  เป็น           

สญฺโญโค

                              ๕)  สระอยู่หลัง  แปลงนิคคหิต  เป็น  ม  หรือ  ท  เช่น  ตํ+อหํ  เป็น  ตมหํ,  เอตํ+อโวจ  เป็น 

เอตทโวจ                                                                                                                                                                                 

  1. อาคมนิคคหิตสนธิ  ต่อด้วยการลงนิคคหิตใหม่  มี  ๒  คือ                                                                          

    1. สระอยู่หลัง  ลงนิคคหิตอาคมได้  เช่น  จกฺขุ+อุทปาทิ  เป็น  จกฺขํอุทปาทิ                                       
    2. พยัญชนะอยู่หลัง  ลงนิคคหิตอาคมได้  เช่น  อว+สิโร  เป็น  อวํสิโร                                             
  2. ปกตินิคคหิตสนธิ  ต่อด้วยการลงนิคคหิตตามปกติ  เช่น  ธมฺมํ+จเร  เป็น  ธมฺมํจเร

วจีวิภาค

                  การจำแนกคำพูด  ชื่อว่า  วจีวิภาค  วจีวิภาคนั้น  มี  ๖  ส่วน  มี  นาม  เป็นต้น  จัดเป็น  ๓  คือ  นามศัพท์  อัพยยศัพท์  และกิริยาศัพท์

ศัพท์ที่บ่งถึงนาม  ชื่อว่า  นามศัพท์  โดยกำเนิดมี  ๒  คือ  สัญชาติศัพท์หรือชาติศัพท์  และ  สัญญัติศัพท์  แบ่งเป็น  ๓  คือนามนาม  คุณนาม  และ  สัพพนาม

                  ศัพท์ที่แจกด้วยวิภัตติไม่ได้  ชื่อว่า  อัพยยศัพท์  แบ่งเป็น  ๓  คือ  อุปสัค  นิบาต  และ  ปัจจัย

                  ศัพท์ที่แสดงกิริยาท่าทางของนามนาม  ชื่อว่า  กิริยาศัพท์  แบ่งเป็น  ๒  คือ  กิริยาอาขยาต  และ  กิริยากิตก์

นาม

                ๑.  นามที่เป็นชื่อของคน  สัตว์  สิ่งของ  เป็น  นามนาม   แบ่งเป็น  ๒  คือ  สาธารณนาม ๑  อสาธารณนาม  ๑

                  –  นามที่ทั่วไปแก่คน  สัตว์  ที่   สิ่งอื่นได้  เหมือนคำว่า  มนุสฺโส  มนุษย์  ติรจฺฉาโน  สัตว์เดียรฉาน  นครํ  เมือง  เป็นต้น  เป็น  สาธารณนาม

                  –  นามที่ไม่ทั่วไป  เหมือนคำว่า  ทีฆาวุ  กุมารชื่อ  ทีฆาวุ  เอราวโณ  ช้างชื่อ  เอราวัณ  สาวัตถี  เมืองชื่อสาวัตถี  เป็นต้น  เป็น  อสาธารณนาม

            ๒.  นามที่แสดงลักษณะ  หรือคุณสมบัติของนามนาม  เป็น  คุณนาม  แบ่งเป็น  ๓  ชั้น  คือ  ปกติ  วิเสส  อติวิเสส                   –  คุณนามที่แสดงความดีหรือชั่วเป็นปกติ  เหมือนคำว่า  ปณฺฑิโต  เป็น  บัณฑิต  ปาโป  เป็น  บาป  ชื่อ  ปกติ

                 –  คุณนามที่แสดงความดีหรือชั่ว  มากหรือน้อยกว่าปกติ  เหมือนคำว่า  ปณฺฑิตตโร  เป็นบัณฑิตกว่า  ปาปตโร       เป็น  บาปกว่า  ชื่อ  วิเสส

                  –  คุณนามที่แสดงความดีหรือชั่วมากที่สุด  หรือน้อยที่สุด  เหมือนคำว่า  ปณฺฑิตตโม  เป็นบัณฑิตที่สุด  ปาปตโม  เป็นบาปที่สุด  ชื่อ  อติวิเสส

                        –  ขั้นวิเสส  ใช้  ตร  อิย  อิยิสฺสก  ปัจจัยใน  ตัทธิต  ต่อปกติบ้าง  ใช้อุปสัค  อติ ( ยิ่ง )  นำหน้าปกติบ้าง

                        –  ชั้นอติวิเสส  ใช้  ตม  อิฏฺฐ  ปัจจัยในตัทธิต  ต่อปกติบ้าง  ใช้อุปสัคและนิบาต  คือ  อติวิย (เกินเปรียบ)  นำหน้าปกติบ้าง

            ๓.  นามสำหรับใช้แทนนามนามที่ออกชื่อมาแล้ว  เพื่อจะไม่ให้ซ้ำมซาก  ชื่อ  สัพพนาม  แบ่งเป็น  ๒  คือ  ปุริสสัพพนาม  ๑  วิเสสสัพพนาม  ๑

            นามสำหรับใช้แทนประถมบุรุษ  มัธยมบุรุษ  และ  อุตมบุรุษ  ชื่อ  สัพพนาม

            นามสำหรับใช้เป็นคุณนาม  ซึ่งบอกความแน่หรือไม่แน่  ชื่อ  วิเสสนสัพพนาม

ลิงค์

            เพศของนาม  ชื่อว่า  ลิงค์  มี  ๓  คือ

                        ๑)  ปุลิงค์        เพศชาย

                        ๒)  อิตถีลิงค์   เพศหญิง

                        ๓)  นปํสกลิงค์   มิใช่เพศหญิง   มิใช่เพศชาย

            นามนาม  เป็นลิงค์เดียว  คือจะเป็นลิงใดลิงค์หนึ่ง  ก็เป็นอย่างเดียว

            นามนาม  เป็น  ๒  ลิงค์  คือศัพท์อันเดียว  มีรูปอย่างเดียว  เป็นได้ทั้ง  ๒  ลิงค์บ้าง  หรือ  มูลศัพท์เป็นอันเดียว  เปลี่ยนแต่สระที่สุดให้แปลกกัน  พอเป็นเครื่องหมายให้ต่างลิงค์กันบ้าง

 

            คุณนามและสัพพนาม  เป็นได้ทั้ง  ๓  ลิงค์                                                                                                                  ๒

            หลักเกณฑ์การจัดลิงค์  มี  ๒  คือ                                                                                                                             

                        ๑)  จัดตามสมมติ  คือกำหนดเป็นอย่างหนึ่ง  แต่สมมติให้เป็นอีกอย่างหนึ่ง  เช่น  ทาโร  (เมีย)  ปเทโส (ประเทศ)  สมมติให้เป็น  ปุงลิงค์  ภูมิ  (แผ่นดิน)  สมมติให้เป็นอิตถีลิงค์

                        ๒)  จัดตามกำเนิด  คือ  กำเนิดเป็นอย่างไร  ก็จัดเป็นอย่างนั้น  เช่น  ปุริโส  (บุรุษ)  จัดเป็น  ปุงลังค์  อิตถิ  (หญิง)  จัดเป็นอิตถีลิงค์

นามศัพท์ตัวอย่าง

นามศัพท์ที่จัดเป็นลิงค์เดียว  ๒  ลิงค์  ๓  ลิงค์  มีดังนี้

 นามศัพท์ที่เป็นลิงค์เดียว

ปุงลิงค์

อิตถีลิงค์

นปุงสกลิงค์

     อมโร                    เทวดา

    อาทิจฺโจ                 พระอาทิตย์

    อินฺโท                    พระอินทร์

    อีโส                       คนเป็นใหญ่

    อุทธิ                      ทะเล

   เอรณฺโฑ                ต้นระหุ่ง

   โอโฆ                    ห้วงน้ำ

   กณฺโณ                  หู

   ตรุ                        ต้นไม้

   ปพฺพโต               ภูเขา

  ยโม                      พระยม

       อจฺฉรา                   นางอัปสร

       อาภา                     รัศมี

       อิทฺธิ                      ฤทธิ์

       อีสา                      งอนไถ

       อุฬุ                        ดาว

       เอสิกา                  เสาระเนียด

      โอชา                    โอชา

       กฏิ                        สะเอว

      ตารา                      ดาว

      ปภา                      รัศมี

      ยาคุ                      ข้าวต้ม 

            องฺคํ                      องค์

            อารมฺมณํ             อารมณ์

            อิณํ                      หนี้

            อีริณํ                    ทุ่งนา

            อุทกํ                    น้ำ

            เอฬาลุกํ              ฟักเหลือง

           โอกํ                     น้ำ

           กมฺมํ                     กรรม

           เตลํ                       น้ำมัน

           ปณฺณํ              ใบไม้.หนังสือ

           ยานํ                       ยาน

 

 

 

                                            

นามนาม ศัพท์เดียวมีรูปอย่างเดียว  เป็น ๒ ลิงค์

 

ปุงลิงค์

นปุงสกลิงค์

คำแปล

อกฺขโร

อคาโร

อุตุ

ทิวโส

มโน

สํวจฺฉโร

อกฺขรํ

อคารํ

อุตุ

ทิวสํ

มนํ

สํวจฺฉรํ

อักษร

เรือน

ฤดู

วัน

ใจ

ปี

 

 

นามนามมีมูลศัพท์เป็นอย่างเดียว

เปลี่ยนแต่สระที่สุดเป็น ๒ ลิงค์

ปุงลิงค์

อิตถีลิงค์

คำแปล

อรหา  หรืออรหํ

อาชีวโก

อุปาสโก

กุมาโร

ขตฺติโย

โคโณ

โจโร

ญาตโก

ตรุโณ

เถโร

ทารโก

เทโว

นโร

ปริพฺพาชโก

ภิกฺขุ

ภวํ

มนุสฺโส

ยกฺโข

ยุวา

ราชา

สขา

หตฺถี

 

อรหนฺตี

อาชีวิกา

อุปาสิกา

กุมารี   กุมาริกา

ขตฺติยานี    หรือ   ขตฺติยา

คาวี

โจรี

ญาติกา

ตรุณี

เถรี

ทาริกา

เทวี

นารี

ปริพฺพาชิกา

ภิกฺขุนี

โภตี

มนุสฺสี

ยกขินี

ยุวตี

ราชินี

สขี

หตฺถินี

พระอรหันต์

นักบวช

อุบาสก  อุบาสิกา

เด็ก

กษัตริย์

โค

โจร

ญาติ

ชายหนุ่ม    หญิงสาว

พระเถระ   พระเถรี

เด็กชาย    เด็กหญิง

พระเจ้าแผ่นดิน   พระราชเทวี

คน

นักบวช

ภิกษุ    ภิกษุณี

ผู้เจริญ

มนุษย์

ยักษ์    ยักษิณี

ชายหนุ่ม   หญิงสาว

พระเจ้าแผ่นดิน    พระราชินี

เพื่อนชาย     เพื่อนหญิง

ช้างพลาย    ช้างพัง

 

 

คุณนามเป็น   ๓  ลิงค์

ปุงลิงค์

อิตถีลิงค์

นปุงสกลิงค์

คำแปล

กมฺมกาโร

คุณวา

จณฺโฑ

เชฏโฐ

ตาโณ

ถิโร

ทกฺโข

ธมฺมิโก

นาโถ

ปาโป

โภคี

มติมา

ลาภี

สทฺโธ

กมฺมการินี

คุณวนฺตี

จณฺฑา

เชฏฐา

ตาณา

ถิรา

ทกฺขา

 

ธมฺมิกา

นาถา

ปาปา

โภคินี

มติมนฺตี

ลาภินี

สทฺธา

กมฺมการํ

คุณวํ

จณฺฑํ

เชฏฐํ

ตาณํ

ถิรํ

ทกฺขํ

ธมฺมิกํ

นาถํ

ปาปํ

โภคิ

มติมํ

ลาภิ

สทฺธํ

ทำการงาน

มีคุณ

ดุร้าย

เจริญที่สุด

ต้านทาน

มั่น

ขยัน

ตั้งในธรรม

ที่พึ่ง

บาป

มีโภคะ

มีความคิด

มีลาภ

มีศรัทธา

วจนะ( ทจ. ๑ )

คำพูดซึ่งบ่งถึงจำนวนนามนาม   ชื่อว่า  “  วจนะ “ คำพูดในบาลีภาษานั้น  จัดเป็นวจนะ  ๒ คือ

๑)เอกวจนะ    คำพูดที่บ่งถึงของสิ่งเดียว

๒)พหุวจนะ    คำพูดที่บ่งถึงของมากกว่าหนึ่ง

วจนะทั้ง ๒ นี้มีเครื่องหมายที่ท้ายศัพท์  เช่น   ปุริโส  ชายคนเดียว  เป็น เอกวจนะ     ปุริสา    ชายหลายคน  เป็น พหุวจนะ

วิภัตติ

วิภัตติ  คือเครื่องจำแนกนามศัพท์  เป็นเครื่องหมายบอกใหทราบถึง  ลิงค์  วจนะ  อายตนิบาต  มี  ๑๖  ดังนี้

ดาวน์โหลดสื่อการสอน