หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ




เอกสารประกอบการเรียน  วิชาพระพุทธศาสนา
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕  ภาคเรียนที่  ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓
๐๐๐๐๐๐๐๐

หน่วยการเรียนรู้ ที่ ๔
เรื่อง  หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ

๔.๑ การบรรพชาและอุปสมบทในพระพุทธศาสนา
การบวชนับเป็นธรรมเนียมประเพณีของชาวไทยที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง เพราะผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา มีจุดมุ่งหมายที่จะให้บุตรของตนได้เป็นศาสนทายาทสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวต่อไป และอีกประการหนึ่งเป็นจุดประสงค์ของผู้เป็นบิดามารดาที่ต้องการให้บุตรของตนได้ศึกษาเรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อจะได้นำเอาหลักคำสอนมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันในการที่จะอยู่ครองเรือนเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ในภายหน้า 
การบวชจะมี ๒ ลักษณะ ได้แก่ การบวชเป็นสามเณร เรียกว่า "บรรพชา" และการเป็นเป็นพระภิกษุ เรียกว่า "อุปสมบท" 
 การบรรพชา หมายถึง การบวชเป็นสามเณร ซึ่งเป็นการเว้นจากพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เคยกระทำในชีวิตฆราวาส หันมาใช้ชีวิตแบบสันโดษ สงบ ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสอันเป็นจุดหมายปลายทางของชีวิต การบรรพชา เป็นกิจเบื้องต้นของการอุปสมบท 
 ผู้ที่จะบรรพชาได้ จะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 
 ๑. ต้องรู้เดียงสา คือมีอายุตั้งแต่ ๗ ปีขึ้นไป 
 ๒. ไม่เป็นโรคติดต่อ หรือโรคร้ายแรงเช่น โรคเรื้อน โรคฝีดาษ โรคกลาก โรคมงคร่อ หอบหืด ลมบ้าหมูและโรคที่สังคมรังเกียจอื่น ๆ 
 ๓. ไม่เป็นผู้มีอวัยวะบกพร่อง หรือพิการ เช่น มือด้วน แขนด้วน ขาเป๋ ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ เป็นง่อย 
 ๔. ไม่เป็นคนมีอวัยวะไม่สมประกอบ เช่น เตี้ยเกินไป สูงเกินไป คนคอพอก 
 ๕. ไม่เป็นคนทุรพล เช่น แก่เกินไป ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 
 ๖. ไม่เป็นคนมีพันธะ คือ คนที่บิดามารดาไม่อนุญาต คนมีหนี้สินล้นพ้นตัว ข้าราชการที่ไม่ได้รับอนุญาต 
 ๗. ไม่เป็นคนเคยถูกลงอาญาหลวง เช่น คนถูกสักหมายโทษ คนถูกเฆี่ยนหลังลาย 
 ๘. ไม่เป็นคนประทุษร้ายความสงบ เช่น เป็นโจรผู้ร้ายต้องอาญาแผ่นดิน

๔.๒ ประโยชน์ของการบรรพชาและอุปสมบท
 ๑. เป็นการทำหน้าที่ของพุทธศาสนิกชน หมายความว่า พุทธศาสนิกชนจะช่วยรักษาพระพุทธศาสนาโดยรักษาพระธรรมวินัยให้เจริญมั่นคง เพราะว่าพระพุทธศาสนาก็คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ายังดำรงอยู่ ก็จะเป็นประโยชน์แก่คนทั้งหลาย ช่วยให้เขามีชีวิตที่ดีงาม และสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุข วิธีที่ดีที่สุดในการรักษาพระพุทธศาสนา ก็คือ การบวชเข้าไปเรียนรู้พระธรรมวินัย และรักษาถ่ายทอดคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าต่อกันไป เรียกว่า สืบต่ออายุพระพุทธศาสนา
 ๒. เป็นการทำหน้าที่ของคนไทย หมายความว่า พระพุทธศาสนาเข้ามาอยู่ในสังคมไทย และได้กลายเป็นมรดกของชนชาติไทย คนไทยได้เห็นว่าพระพุทธศาสนาเป็นทรัพย์สมบัติที่มีค่าสูงสุดของประเทศชาติ และสังคมของเราเพราะว่าเมื่อพระพุทธศาสนาเข้ามาแล้ว ก็ให้หลักธรรมคำสอน ทำให้คนประพฤติดีงามเป็นหลักให้แก่สังคม ทำให้สังคมอยู่กันได้ด้วยสันติสุข มีการเบียดเบียนกันน้อยลง ถ้ามีคนดีมากกว่าคนชั่วสังคมนี้ก็อยู่ได้ พระพุทธศาสนาได้ช่วยให้คนมากมายกลายเป็นคนดีขึ้นมา นอกจากนั้นพระพุทธศาสนาเป็นรากฐานของวัฒนธรรม ตั้งแต่ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี การศึกษา ดนตรีและศิลปะต่าง ๆ ก็มาจากวัดวาอาราม เป็นต้น
๓. เป็นการสนองพระคุณบิดามารดา ดังที่ถือกันเป็นประเพณีว่า ถ้าใครได้บวชลูกแล้ว ก็ได้บุญกุศลมาก ช่วยให้พ่อแม่ได้เกาะชายผ้าเหลืองไปสวรรค์ ตลอดจนได้เป็นญาติของพระศาสนา แต่ถ้ามองความหมายให้ลึกซึ้งลงไปก็เป็นเรื่องความเป็นจริงของชีวิตจิตใจ กล่าวคือ การบวชเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้จิตใจของพ่อแม่มีความสุข มีความปลาบปลื้มใจ ด้วยความหวังว่าเมื่อลูกได้เข้าไปอยู่ในวัด ได้ศึกษาอบรมในพระธรรมวินัยแล้ว ต่อไปก็จะเป็นคนดี จะรับผิดชอบชีวิตของตนเองได้ จะรับผิดชอบต่อครอบครัวและสังคมได้ แล้วเกิดความมั่นใจ พ่อแม่ก็จะมีความสุขเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อลูกบวช ก็เท่ากับจูงพ่อแม่เข้ามาสู่พระศาสนาด้วย มีโอกาสได้ฟังธรรม ได้เรียนรู้ธรรมะ ทำให้ได้ใกล้ชิดพระศาสนา เรียกว่าเป็นญาติของพระศาสนาอย่างแท้จริง
     ๔. เป็นการฝึกอบรมพัฒนาตนเอง คือการพัฒนาชีวิตทั้งในด้านความประพฤติ คือพฤติกรรมทางกาย วาจา และด้านจิตใจที่มีความดีงาม เข้มแข็ง มั่นคง เป็นสุข และในด้านปัญญาคือความรู้ความเข้าใจสิ่งทั้งหลายตรงตามความเป็นจริง 

๔.๓  การบวชเป็นแม่ชี ธรรมจาริณี หรือเนกขัมมนารี
   การบวชเป็นแม่ชี
 แม่ชี คือ หญิงที่ตกลงใจใคร่ที่จะบวชเพื่อศึกษาค้นคว้าหลักธรรมคำสอนเพื่อเป็นหลักปฏิบัติและช่วยพระภิกษุสงฆ์เผยแผ่พระพุทธศาสนาอีกทางหนึ่ง 
ผู้ประสงค์จะบวชชี ต้องปลงผมก่อน เสร็จแล้วนุ่มห่มชุดชาวบ้านธรรมดา ถือเครื่องสักการะเข้าไปหาพระสงฆ์ รูปเดียวหรือหลายรูปก็ได้ ถวายเครื่องสักการะแล้วกราบ 3 ครั้ง จึงกล่าวคำขอบวชชี ดังนี้
 เอสาหัง ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ปัพพัชชัง มัง ภันเต, สังโฆ ธาเรตุ อัชชะตัคเค ปาณุเปตัง, สะระณัง คะตัง.
 แปลว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถึงสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้เสด็จดับขันธปรินิพพานนานแล้ว กับทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก ขอพระสงฆ์จงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นผู้บวชในพระธรรมวินัย ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป. เสร็จแล้วกราบ 3 ครั้งแล้วออกไปนุ่งห่มเครื่องแบบหรือชุดของแม่ชี กลับเข้าไปหาพระสงฆ์ กราบ 3 ครั้ง แล้วอาราธนาศีล ๘ ดังนี้
 มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐะ สีลานิ ยาจามะ (3 ครั้ง) แต่ถ้าบวชคนเดียว ว่า อะหัง แทน มะยัง และ ยาจามิ แทน ยาจามะ 
 เมื่อพระสงฆ์ให้ไตรสรณคมน์ และให้ศีล 8 พร้อมสรุปอานิสงส์ศีลจบแล้ว รับว่า สาธุ แล้วกราบ 3 ครั้ง ถ้ามีเครื่องไทยทานถวายพระก็ถวายตอนนี้ เมื่อพระว่า ยถา วาริวะหา พึงกรวดน้ำ เมื่อพระว่า สัพพี พึงประนมมือรับพร เป็นอันเสร็จพิธีบวชชี
ศีล ๘ สำหรับแม่ชี
 ๑. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากฆ่าสัตว์ ด้วยตนเองและไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า)
 ๒. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากลัก, ฉ้อ ของผู้อื่น ด้วยตนเองและไม่ใช้ให้ผู้อื่นลัก ฉ้อ)
 ๓. อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากอสัทธรรมกรรมอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์) 
 ๔. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากพูดเท็จ คำไม่เป็นจริง และคำล่อลวงอำพรางผู้อื่น)
 ๕. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากการดื่มกินสุราและเมรัยเครื่องดองของทำให้ให้คลั่งไคล้ต่างๆ)
 ๖. วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือเว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล
           ๗. นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะ มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากดู ฟัง ฟ้อนรำ ขับร้องและประโคมเครื่องดนตรีต่างๆ และดูการเล่นที่เป็นข้าศึกษาแก่กุศล และทัดทรงตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับและดอกไม้ของหอม เครื่องทาเครื่องย้อม ผัดผิวให้งามต่างๆ)
 ๘. อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากนั่งนอนเหนือเตียง ตั่ง มีเท้าสูงเกินประมาณ และที่นั่ง ที่นอนอันสูงใหญ่ ภายในใส่นุ่นและสำลี อาสนะอันวิจิตรไปด้วยลวดลายงามด้วยเงินทองต่างๆ)

ธรรมจาริณี 
 การบวชเป็นธรรมจาริณี หมายถึง ผู้มาปฏิบัติชั่วคราว เป็นผู้หญิง ไม่ปลงผม เช่น บวชภาคฤดูร้อน ถือศีล 8 หรือศีล 5 ก็ได้ เช่น มาเช้า-เย็นกลับ
เนกขัมมนารี 
 การบวชเป็นเนกขัมมนารี ผู้บวชจะต้องถือศีล 8 ไม่ปลงผม ปฏิบัติชั่วคราวเหมือนกัน หรือมีการกำหนดวันในการเข้าปฏิบัติ แต่จะต้องนั่งภาวนาปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง

๔.๔ การศึกษาพุทธศาสนาวันอาทิตย์
การศึกษาพุทธศาสนาวันอาทิตย์
 ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมาแต่โบราณกาล พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ ประชาชนส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 95 นับถือศาสนาพุทธ มีศิลปวัฒนธรรมและขนบประเพณีอันดีงามประจำชาติไทย ที่บรรพบุรุษได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลาอันยาวนาน จนกระทั่งปัจจุบัน
 สถาบันอันเป็นที่เคารพยึดถืออย่างยิ่งของคนไทย คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์นับว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนคนไทยทุกคนไว้ได้อย่างเหนียวแน่นและมั่นคงโดยแท้
 พระพุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันหลัก มีบทบาทในการอบรมสั่งสอนศีลธรรมปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม พัฒนากล่อมเกลาจิตใจ สร้างทัศนคติและค่านิยมที่ดีต่อวัฒนธรรมไทย ให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนพลเมืองด้วยดีตลอดมา
 ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เป็นองค์กรทางพระพุทธศาสนาองค์กรหนึ่ง ที่พระสงฆ์ได้จัดตั้งขึ้นมา เป็นการจัดการศึกษาสงเคราะห์ นอกระบบโรงเรียน ให้การศึกษาอบรมแก่ประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชนที่กำลังอยู่ในวัยเรียน เพื่อให้รู้จักใช้เวลาว่างจากวันหยุดเรียน เข้ามาศึกษาหาความรู้ ความเข้าใจ ตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา น้อมนำไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันดำรงตนอยู่ในสังคมด้วยความสงบสุข เด็กดีในวันนี้ จักเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพในวันข้างหน้า
 ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2501 เริ่มเปิดดำเนินการที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ กรุงเทพมหานคร โดยได้แบบอย่างมาจากประเทศศรีลังกา ต่อมาได้ขยายไปยังวัดอื่นๆมากขึ้นตามลำดับ
 ต่อมาถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๐ กรมการศาสนาได้เห็นความสำคัญของการเผยแพร่ปลูกฝังคุณธรรมในรูปแบบของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ จึงได้เสนอโครงการส่งเสริมต่อรัฐบาล และได้ตั้งงบประมาณอุดหนุนการดำเนินงาน เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน และรัฐบาลทุกสมัย ได้เล็งเห็นความสำคัญของการดำเนินงาน จึงได้ให้การสนับสนุนในด้านงบประมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี 
วัตถุประสงค์ของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ได้แก่ 
 ๑. เพื่ออบรมให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สมกับเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี
 ๒. เพื่อเสริมความรู้ และปลูกฝังศีลธรรม วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของชาติไทย แก่เด็กและเยาวชน
 ๓. เพื่อให้เด็กและเยาวชนรู้จักปฏิบัติตนในสังคม และรู้จักดำเนินชีวิตตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาโดยถูกต้อง
 ๔. เพื่อหาโอกาสฝึกฝนให้เด็ก และเยาวชนเป็นผู้มีใจกว้าง รู้จักบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากขึ้น
 ๕. เพื่อให้ความรู้ทางพระพุทธศาสนาภาคภาษาอังกฤษแก่เด็กและเยาวชน
หลักสูตรการเรียนการสอนในศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ 
 จัดขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับวัยของนักเรียนและเพื่อให้สอดคล้องกับการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการจัดสอนในโรงเรียนตามปกติ จึงแบ่งออกได้ ดังนี้.
  ก. วิชาพระพุทธศาสนา ได้แก่ พุทธประวัติ สาวกประวัติ ศาสนประวัติและธรรม
  ข. ศาสนพิธี วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีไทยต่างๆ
  ค. วิชาภาษาอังกฤษภาคพระพุทธศาสนา
  ง. วิชาธรรมศึกษา เพื่อให้นักเรียนได้รู้หลักธรรม ตามหลักสูตรของทางการคณะสงฆ์
  จ. วิชาวาทศิลป์
  ฉ. วิชานาฏศิลป์
     กิจกรรมในศูนย์ศึกษาพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ได้แก่ กิจกรรมเสริมหลักสูตร เช่น การศึกษานอกสถานที่ การจัดกิจกรรมเกี่ยวกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา กิจกรรมส่งเสริมความสามัคคี เช่น การตอบปัญหาแข่งขัน การประกวดมรรยาทไทย และกิจกรรมาบำเพ็ญประโยชน์ เช่น การบริจาคสิ่งของ เป็นต้น
 ฉะนั้น การศึกษาพุทธศาสนาวันอาทิตย์ จึงเป็นการศึกษาสงเคราะห์นอกระบบโรงเรียน จัดขึ้นสัปดาห์ละ 1 วัน เปิดสอนเฉพาะวันหยุดราชการ ส่วนมากจะเป็นวันอาทิตย์ การสอนจะเน้นไปที่พฤติกรรมเป็นหลัก อาจกล่าวได้ว่าเป็นการสอนความประพฤติ ดังนั้นหลักสูตรการสอนจึงเกี่ยวเนื่องด้วยศีลธรรมทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งขนบประเพณีและวัฒนธรรมด้วย และกิจกรรมก็เป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะช่วยสนับสนุนเนื้อหาของหลักสูตร ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น 

การศึกษาธรรมศึกษา 
 การศึกษาธรรมศึกษา ก็เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้หลักธรรม ตามหลักสูตรของทางการคณะสงฆ์ วิชาที่เรียน ได้แก่ ธรรม พุทธประวัติ เรียงความแก้กระทู้ธรรม เบญจศีล-เบญจธรรม และศาสนพิธี และส่งเข้าสอบในสนามหลวง (สนามสอบกลางของแต่ละอำเภอหรือจังหวัด) ซึ่งเป็นสนามสอบที่ทางคณะสงฆ์จัดขึ้น เมื่อสอบได้แล้วจะได้รับประกาศนียบัตรของกรมการศาสนา แบ่งเป็นธรรมศึกษาชั้นตรี ธรรมศึกษาชั้นโท และ ธรรมศึกษาชั้นเอก ตามลำดับ
 การจัดการศึกษาธรรมศึกษานั้น อาจจัดพร้อมกับศูนย์ศึกษาพุทธศาสนาวันอาทิตย์ก็ได้ หรือวัดที่เปิดสอนโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม แผนกบาลี อาจจัดให้มีการเรียนการสอนธรรมศึกษาควบคู่กับไปด้วยก็ได้ และการจัดการศึกษาธรรมศึกษาไม่จำกัดอายุ เพศ ของผู้เรียน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้เรียนเป็นสำคัญ

๔.๕ การปลูกจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมในสังคมพุทธ
การปลูกจิตสำนึก
 พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงการปลุกจิตสำนึกของสังคมพุทธ ความว่า ตามหลักพระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนจะต้องมองกว้าง คิดไกล ใฝ่สูง โดยมีคำอธิบายดังต่อไปนี้
 ๑. มองกว้าง พระพุทธศาสนาสอนให้เรา มองกว้าง กล่าวคือไม่ให้มองแค่ตัวเอง ไม่ให้มองแค่สังคมของเรา แต่ให้มองทั้งโลก ให้มีปัญญามองเห็นระบบความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยในสรรพสิ่ง ในธรรมชาติทั้งหมด เรามองว่าธรรมชาติทั้งหมดนี้เป็นระบบแห่งปัจจัยสัมพันธ์ สิ่งทั้งหลายในจักรวาลนี้มีความสัมพันธ์ พึ่งพาอิงอาศัยและส่งผลกระทบต่อกันทั้งสิ้น และให้มีเมตตากรุณาดำเนินชีวิตและบำเพ็ญกิจต่างๆ 
 มองกว้างนั้น ถ้ายังมองออกไปไม่ถึงทั้งโลกหรือถึงอารยธรรมของมนุษยชาติ ก็ขอให้มีจิตสำนึกทางสังคม ในระดับประเทศชาติของตัวเองก่อน เป็นการค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ พัฒนากันไป ขยายทัศนะออกไป ไม่ใช่มองอยู่แค่ตัวเองและผลประโยชน์ของตัวหรือเอาแต่กลุ่มแต่พวกของตัวแล้วก็กระทบกันไป กระแทกกันมา อยู่แค่นั้น จิตสำนึกทางสังคมนั้น ตอนแรกเอาแค่ให้มีความรักบ้านเมือง มีความซาบซึ้งภูมิใจในความดีงามของชุมชนหรือสังคมของตน ซึ่งจะแสดงออกมาในจิตใจ เช่น เมื่อเห็นคนต่างประเทศเข้ามาในบ้านเมืองของตน ก็คิดนึกว่า ถ้าคนต่างชาติเหล่านั้นเดินทางไปในประเทศของเรา ได้เห็นความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสะอาด ทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามในบ้านเมืองของเรา และประชาชนที่อยู่ดีมีสุขมีน้ำใจ เขาก็คงจะชื่นชม
 แม้แต่ไม่เห็นคนต่างชาติเหล่านั้น แต่ตนเองเดินทางไปในบ้านเมืองของตัว มองเห็นความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสะอาด ทัศนียภาพในธรรมชาติแวดล้อมที่ยังคงอยู่ในสภาพอันดี และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี แล้วเกิดความรู้สึกชื่นใจ อยากให้คนต่างบ้านต่างเมืองมาเห็น และนึกว่าถ้าเขามาเห็นแล้ว เขาก็จะชื่นชม เมื่อนึกไปและทำให้เป็นไปจริงได้อย่างนี้แล้ว ก็เกิดความปีติ เอิบอิ่มปลาบปลื้มใจ ภูมิใจในประเทศชาติบ้านเมือง ความรู้สึกนึกคิดอย่างนี้ ถ้ามีขึ้นเกิดขึ้นเสมอ ๆ ก็จะชักนำจิตใจและความคิดไปในทางที่ดีงาม และสร้างสรรค์ จะทำให้ชีวิตและสังคมเจริญพัฒนาไปในทางที่ดีงามถูกต้อง
    ๒. คิดไกล พระพุทธศาสนาสอนให้ คิดไกล ไปข้างหน้าจนกว่าจะถึงจุดหมายสูงสุด ให้มีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน โดยมีปัญญาสืบค้นหยั่งรู้เหตุปัจจัยยาวไกลในอดีต และมีความไม่ประมาทที่จะป้องกันความเสื่อมและสร้างสรรค์เหตุปัจจัยให้พร้อมที่จะนำไปสู่ความเจริญงอกงามในอนาคต บนฐานแห่งชีวิตที่อยู่กับปัจจุบัน ที่จัดการกับปัจจุบันให้ดีที่สุด ด้วยการพัฒนาตนก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา ให้ชีวิตงอกงามสมบูรณ์จนถึงพระนิพพาน นี่คือคิดไกลอย่างยิ่ง
 ๓. ใฝ่สูง ก็คือใฝ่ธรรมมุ่งแสวงหาความรู้ให้เข้าถึงความจริงแท้ ปรารถนาจะสร้างสรรค์ความดีงาม บำเพ็ญประโยชน์สุขแก่สังคม ให้ชีวิตและสังคมบรรลุความดีงามประเสริฐเลิศด้วยธรรม เหมือนดังพระโพธิสัตว์ที่ตั้งปณธานใฝ่ปรารถนาโพธิญาณ มีใจเด็ดเดี่ยว มุ่งหวังบรมธรรม อย่างนี้จึงจะเรียกว่าใฝ่สูง 
 ความใฝ่สูง คือใฝ่ธรรม ที่เป็นหลักการใหญ่ประจำใจของคนทั้งสังคม คือ การถือธรรมเป็นใหญ่ เคารพธรรม บูชาธรรม คนในสังคมนี้จะต้องเชิดชูบูชาความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม ยึดเอาธรรม คือ ความจริง ความถูกต้อง ความดีงามนั้นเป็นบรรทัดฐาน ถ้าสังคมไทยเป็นสังคมแห่งความใฝ่ธรรมได้อย่างนี้ ก็ถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็นสังคมที่มีอุดมธรรม ถ้าคนไทยมีอุดมธรรมแล้ว ปัญหาต่างๆ ที่เลวร้ายทั้งหลายจะหมดไป และความเจริญพัฒนาที่แท้จริงอันพึงปรารถนาก็จะตามมา 

การมีส่วนร่วมในสังคมพุทธ
 การมีส่วนร่วมในสังคมพุทธ คือ การที่พุทธศาสนิกชนจะต้องส่วนเข้ามาช่วยเหลือสังคมที่ตนเองอาศัยอยู่ให้มีความสงบสุข ดังนั้นการเข้ามามีส่วนร่วมจะต้องเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ซึ่งพระธรรมปิฎก (2541 : 20-26) กล่าวว่า 
 ๑. คนมีคุณแก่ส่วนรวม 
สมาชิกที่ดีของสังคมจะเป็นผู้ช่วยสร้างสรรค์สังคม มีธรรม คือหลักความประพฤติ ดังนี้
  ๑.๑  มีหลักพรหมวิหาร คือ ธรรมประจำใจของผู้ประเสริฐหรือผู้มีจิตใจยิ่งใหญ่กว้างขวางดุจพระพรหม 4 อย่างคือ มีเมตตา คือความรักความปรารถนาดี มีไมตรีจิตที่ดี ต้องการช่วยเหลือให้ทุกคนประสบประโยชน์และความสุข มีความกรุณา คือความสงสาร อยากช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ ใฝ่ใจที่จะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของคนและสัตว์ทั้งปวง มีมุทิตา คือความเบิกบานพลอยยินดี เมื่อเห็นผู้อื่นอยู่ดีมีสุข ก็มีใจแช่มชื่นเบิกบาน เมื่อเห็นเขาทำดีงามประสบความสำเร็จก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ก็พลอยยินดีบันเทิงใจด้วย พร้อมที่จะช่วยส่งเสริมสนับสนุน และมีอุเบกขา คือความมีใจเป็นกลาง มองตามความเป็นจริง ไม่เอนเอียง หรือมีอคติ เป็นต้น
  ๑.๒  บำเพ็ญการสงเคราะห์ คือ ปฏิบัติตามหลัการสงเคราะห์ หรือธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวใจคน และประสานหมู่ชนไว้ในสามัคคี ที่เรียกว่า สังคหวัตถุ 4 อย่างคือ ทาน คือการให้ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือสงเคราะห์ ด้วยปัจจัยสี่ ทุน หรือทรัพย์สินสิ่งของ ตลอดจนให้ความรู้ความเข้าใจ และศิลปวิทยา แก่เพื่อนร่วมสังคม ปิยวาจา คือ เจรจาอ่อนหวาน พูดคำที่สุภาพ อ่อนโยนและเป็นคำที่มีประโยชน์ที่ผู้ฟังได้ฟังแล้วชื่นใจ สบายใจเห็นประโยชน์ในคำพูดนั้น พูดให้กำลังใจ เป็นต้น อัตถจริยา คือ การบำเพ็ญตนให้เป็นคนมีประโยชน์ต่อผู้อื่น ได้แก่ การไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่เพื่อนมนุษย์ และไม่นิ่งดูดายเมื่อผู้อื่นขอความช่วยเหลือ การสนับสนุนในสิ่งที่เห็นว่าถูกต้องดีงาม เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ในสังคม และ สมานัตตา คือ การปฏิบัติตนสม่ำเสมอ ไม่ถือตัว ไม่หยิ่งจองหองในเมื่อได้ดีมีฐานะ ซึ่งได้แก่ การให้ความนับถือเพื่อนมนุษย์ ผู้มีฐานะศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับตน ไม่ดูหมิ่นเหยียดหยามบุคคลที่ด้อยกว่าตน เป็นต้น 

 ๒.๑  คนผู้เป็นส่วนร่วมที่ดีของหมู่ชน
คนผู้เป็นส่วนร่วมที่ดีของหมู่ชน ซึ่งจะช่วยให้หมู่ชนอยู่ร่วมกันด้วยดี มีธรรม คือหลักความประพฤติ ดังนี้
  ๒.๑  พึ่งตนเองได้ คือทำตนให้เป็นที่พึ่งของตนได้ พร้อมที่จะรับผิดชอบตนเอง ไม่ทำตัวให้เป็นปัญหาหรือเป็นภาระถ่วงหมู่คณะ หรือหมู่ญาติ ด้วนการประพฤติธรรมสำหรับสร้างที่พึ่งตนเอง เรียกว่า นาถกรณธรรม 10 ประการคือ มีศีล คือประพฤติดีมีวินัย มีพหุสัจจะ คือมีการศึกษาเล่าเรียนมาก มีกัลยาณมิตตตา คือรู้จักคบคนดี มีโสวจัสสตา คือเป็นคนพูดง่าย ไม่กระด้างดื้อรั้น มีกิงกรณีเยสุ ทักขตา คือ เอาใจใส่ช่วยเหลือกิจการของหมู่คณะ มีธรรมกามตา คือ เป็นผู้ใฝ่ศึกษาหลักธรรม สิ่งดีงามทั้งหลาย มีวิริยารัมภะ คือมีความขยันหมั่นเพียร ไม่เกียจคร้าน มีสันตุฏฐี คือ มีความรู้จักพอ ไม่โลภมาก มีสติ คือมีสติมั่นคง มีความรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา และมีปัญญา คือเป็นผู้เข้าใจถึงเหตุผล รู้ดีรู้ชั่ว เป็นต้น
  ๒.๒  อยู่ร่วมในหมู่ด้วยดี ในด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่นที่เป็นเพื่อนร่วมงาน ร่วมกิจการ หรือร่วมชุมชน ตลอดจนพี่น้องร่วมครอบครัว พึงปฏิบัติหลักการอยู่ร่วมกัน ที่เรียกว่า สาราณียธรรม (ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน) มี 6 ประการคือ มีเมตตากายกรรม ได้แก่ การเข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วย เมตตา นั่นคือ การอยู่ด้วยกันด้วยการกระทำดีต่อกัน ไม่เบียดเบียนทำร้ายกัน แต่มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือกัน เพื่อความผาสุขร่วมกัน เป็นต้น มีเมตตาวจีกรรม ได้แก่ การเข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา คือใช้หลักการทูต โดยการเจรจาให้เข้าใจกัน ไม่กล่าวร้ายเสียดสีกัน เป็นต้น มีเมตตามโนธรรม ได้แก่ การเข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา คือการไม่คิดทำร้ายซึ่งกันและกัน มีความซื่อสัตย์เคารพในความคิดเห็นซึ่งกันและกัน มีจิตเมตตาต่อกัน เป็นต้น แบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้มาด้วยความชอบธรรมแก่เพื่อร่วมสังคม ได้แก่ การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทั้งในด้านอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภคเครื่องมือการเกษตร ตลอดจนวิทยาการความรู้ต่างๆ ให้แก่เพื่อนร่วมสังคม รวมตลอดถึงการรู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน ไม่ทำลายระบบนิเวศน์สิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดผลกระทบมวลมนุษย์ เป็นต้น รักษาความประพฤติ(ศีล) เสมอกัน ได้แก่ การอยู่ร่วมกันอย่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน มีความเสมอภาคกัน และ มีความเห็นร่วมกัน ไม่วิวาทเพราะมีความเห็นผิดกัน ได้แก่ การอยู่ร่วมกันจะต้องยอมรับในกฎกติกาทางสังคมที่กำหนดไว้ ไม่กระทำตนเสมือนว่าเป็นการฝ่าฝืนมติของสังคมก ไม่เอารัดเอาเปรียบกันหรือข่มเหงกีดกันผู้อื่น มีแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและสังคมที่ตนอาศัยอยู่ด้วย

 ๓.๓  คนมีส่วนร่วมในการปกครองที่ดี
สมาชิกของรัฐผู้มีส่วนร่วมให้เกิดการปกครองที่ดี โดยเฉพาะคนในสังคมประชาธิปไตย พึงรู้หลักและปฏิบัติดังนี้
   ๓.๑  รู้หลักอธิปไตย คือ รู้หลักความเป็นใหญ่ที่เรียกว่า อธิปไตย 3 ประการคือ อัตตาธิปไตย ถือตนเป็นใหญ่ คือ ถือเอาตนเอง ฐานะ ศักดิ์ศรี เกียรติภูมิ ของตนเป็นใหญ่ ฝ่ายที่เป็นกุศลในด้านนี้คือ การเว้นจากการทำความชั่ว มุ่งทำความดีด้วยการเคารพตนเอง โลกาธิปไตย ถือโลกเป็นใหญ่ คือ ถือความนิยมของชาวโลกเป็นใหญ่ หวั่นไหวไปตามเสียงนินทา สรรเสริญ เป็นต้น ฝ่ายที่เป็นกุศลได้แก่ เว้นจากการทำชั่ว มุ่งทำความดีด้วยการเคารพเสียงของชนหมู่มาก และ ธรรมาธิปไตย ถือธรรมเป็นใหญ่ คือ ถือหลักการ ความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม เหตุผลเป็นใหญ่ กระทำด้วยการคำนึงถึงสิ่งที่ได้ศึกษา ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การรู้จักพิจารณาอย่างถ่องแท้ ตามกำลังสติปัญญา และมุ่งคิดพิจารณาด้วยความบริสุทธิ์ใจ เป็นไปโดยชอบธรรม และเพื่อความดีงาม ตามหลักโดยทั่วไปได้แก่ การรู้จักเคารพหลักการ กฎ ระเบียบ กติกา และข้อบังคับทางสังคมหรือองค์กรนั้น ๆ ดังนั้นหากเราต้องการถือเอาความถูกต้องเป็นใหญ่ จะต้องยึดหลักของธรรมาธิปไตย โดยมิได้ถือตนหรือถือโลกเป็นใหญ่
  ๓.๒  มีส่วนในการปกครอง โดยปฏิบัติตามหลักการมีส่วนร่วมรับผิดชอบที่จะช่วยป้องกันความเสื่อม นำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองโดยส่วนเดียว ที่เรียกว่า อปริหานิยธรรม คือ หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ พร้อมเพรียงกันประชุม ไม่ทำตามอำเภอใจตนเอง ให้เกียรติผู้รู้ผู้มีประสบการณ์ ให้เกียรติและคุ้มครองสตรี เคารพสักการะโบราณสถาน และดูแลรักษาผู้ทรงศีล

๔.๖ การปฏิบัติตนให้เหมาะสมในฐานะผู้ปกครองและผู้อยู่ในปกครอง
            การปฏิบัติตนให้เหมาะสมในฐานะผู้ปกครองและผู้อยู่ในปกครอง  ตามหลักทิศเบื้องล่าง ในทิศ ๖
 เหฏฐิมทิส คือ ทิศเบื้องต่ำ ได้แก่ บ่าวไพร่ อันผู้เป็นนายหรือผู้เป็นหัวหน้า พึงให้การอุปถัมภ์ด้วยเหตุ ๕ ประการ กล่าวคือ
 ประการที่ ๑  ด้วย จัดการงานให้ทำตามสมควรแก่กำลัง ได้แก่ รู้จักเลือกงานที่เหมาะแก่ประเภทของบุคคลและรู้จักแบ่งเวลาการงานให้พอแก่ กำลังความรู้ความสามารถของเขา
 ประการที่ ๒  ด้วยให้อาหารและรางวัล ได้แก่ การเอาใจใส่ดูแลในเรื่องการกินอยู่และค่าตอบแทน ไม่ให้ขัดสนฝืดเคือง ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ และเป็นไปตามความรู้ความสามารถของเขา
 ประการที่ ๓  ด้วยการรักษาพยาบาลในเวลาเจ็บไข้ ได้แก่ จัดสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลให้พอเหมาะพอควรแก่ตำแหน่งหน้าที่ของเขา ตลอดจนจัดหาเครื่องเวชภัณฑ์ไว้ประจำบ้านหรือประจำที่ทำงาน เพื่อบำบัดความเจ็บไข้เล็กๆ น้อยๆ ทั้งในเวลางานหรือในเวลาค่ำคืน
 ประการที่  ๔ ด้วยแจกของมีรสแปลกให้กิน ได้แก่ การให้สินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เช่น การให้ผลไม้ซึ่งมีเป็นคราวตามฤดูกาล หรือของขวัญที่ได้มาแต่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้เขาเกิดความรู้สึกปลาบปลื้มในมโนธรรมของผู้เป็นนายหรือเป็นหัวหน้า
 ประการที่  ๕  ด้วยการปล่อยในสมัย ได้แก่ ควรปล่อยให้เขาหยุดงานหรือควรปล่อยให้เขาได้พักรื่นเริงในเทศกาลต่างๆ หรือในกิจกรรมอันเกี่ยวกับการพิธี การกุศล แล้วแต่ความจำเป็น หากกลัวว่าการปล่อยให้หยุดงานจะเป็นเหตุให้งานคั่งค้าง ก็ควรจัดให้เปลี่ยนกันหยุดตามแต่ความสะดวก อันเป็นลักษณะการปกครองผู้น้อยให้อยู่ในถ้อยคำ มีความเคารพยำเกรง เพราะผู้ใหญ่ประพฤติเป็นธรรม มีความเมตตาปรานี ไม่เบียดเบียนผู้น้อยให้ได้ความลำบากเดือดร้อน

 บ่าวไพร่ เมื่อได้รับการอนุเคราะห์จากผู้เป็นนายหรือเป็นหัวหน้าแล้ว พึงได้อนุเคราะห์นายด้วยเหตุ ๕ ประการ กล่าวคือ
 ประการที่ ๑  ด้วยลุกขึ้นทำการงานก่อนนาย ได้แก่ควรได้ปฏิบัติตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายหรือผู้เป็นหัวหน้าอย่างเคร่งครัด เป็นผู้ตรงต่อเวลามีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมายและปฏิบัติจนสุดความสามารถของตน
 ประการที่ ๒ ด้วยเลิกทำการงานทีหลังนาย ได้แก่ ดูแลเอาใจใส่กิจการงานที่ได้รับมอบหมาย มีความซื่อตรง ให้ความเอื้อเฟื้อต่อการงานของนาย ซึ่งจะเป็นเหตุนำให้นายมีกรุณารักใคร่ไว้วางใจในกิจการยิ่งขึ้น
 ประการที่ ๓ ด้วยการถือเอาแต่สิ่งของที่นายให้ ได้แก่ ไม่โลภอยากได้เกินส่วนที่ตนควรจะได้ ซึ่งเป็นเหตุนำตนไปสู่ความเสื่อม ไม่ทุจริตคอรัปชั่น
 ประการที่ ๔ ด้วยทำการงานให้ดีขึ้น ได้แก่ เป็นผู้ไม่ย่อท้อมุ่งพากเพียรฟื้นฟูกิจการงานของตนให้ดียิ่งขึ้น และให้คงที่ดีอยู่เสมอ สิ่งใดยังไม่รู้ก็พยายามศึกษาให้รู้ให้ชำนาญเพียรพินิจพิเคราะห์จับเหตุผลใน สิ่งที่ยังไม่รู้ให้แลเห็นกระจ่างจนเกิดความชำนาญขึ้น
 ประการที่ ๕ ด้วยนำคุณของนายไปสรรเสริญในที่นั้นๆ ได้แก่ เป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อนายหรือผู้เป็นหัวหน้า ไม่นำความลับของนายหรือที่ทำงานไปเปิดเผยต่อสาธารณชน อันจะเป็นเหตุนำความเสื่อมเสียมาสู่องค์กรของตนเอง

๔.๗ มารยาทชาวพุทธ
การแสดงความเคารพตามหลักพระพุทธศาสนา ต่อพระรัตนตรัย ปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ และปูชนียบุคคล
 การเคารพถือว่าเป็นมงคล คือ ความเจริญก้าวหน้า เพราะความเคารพเป็นสิ่งปลูกสร้างนิสัยในทางที่ดีงามน่ารัก เสริมบุคลิกภาพของคนให้น่าคบหา ช่วยให้คนอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นสนิทสนมไม่เบียดเบียนกัน ความเคารพทำให้คนประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงาน ประกอบการสิ่งใดก็อบอุ่นใจ เพราะมีเพื่อนมากมีผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือมาก คนที่รู้จักเคารพผู้อื่น ถือว่าเป็นคนดีมีมารยาท ไปในที่ไหนๆ มักได้รับการต้อนรับและทักทายก่อนเสมอ เป็นบุคคลที่สังคมต้องการ บิดามารดาครูอาจารย์และญาติมิตร ย่อมมีเมตตาจิตต่อลูกหลานและศิษย์ที่มีความเคารพ

    พระพุทธศาสนาแสดงประเภทแห่งบุคคลที่ควรเคารพไว้ดังนี้
 ๑. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดาเอกของโลก ให้กำเนิดพระพุทธศาสนาเผยแพร่ธรรม สอนประชาชน ให้ละชั่วประพฤติดีชำระจิตใจของตนให้บริสุทธิ์
 ๒. พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้ธรรมดับกิเลสตัณหาได้เฉพาะตัวไม่สอนผู้อื่น ประพฤติสันโดษตามลำพัง มีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาเป็นเครื่องอยู่ ไม่สั่งสมบุญไม่สั่งสมบาปไม่เป็นศัตรูกับใคร แผ่เมตตาจิตให้เกิดหิตสุขแก่สัตว์โลกอย่างเดียว
 ๓. พระสงฆ์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทางกายวาจาและใจด้วยตนเองแล้ว สืบต่ออายุพระพุทธศาสนาด้วยการเทศน์สั่งสอนประชาชนให้ประพฤติดีปฏิบัติชอบตามพระอุปัชฌาย์อาจารย์ ผู้คอยสอดส่องความประพฤติแล้วว่ากล่าวตักเตือนแนะนำพร่ำสอนศิษยานุศิษย์ให้ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย
 ๔. มารดาบิดาผู้ให้กำเนิดบุตรธิดา และเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนบุตรธิดาของตนให้เจริญเติบโตเป็นคนดีมีวิชาความรู้
 ๕. ญาติผู้เจริญในสกุลมีพี่ชายพี่สาวเป็นต้น ท่านผู้เจริญเหล่านั้น ย่อมปรารถนาดีและหวังดีต่อพวกน้องๆ และลูกหลานในสกุลของตนอยู่แล้ว ยิ่งเห็นพวกพี่น้องและลูกหลานมีสัมมาคารวะต่อตนก็ยิ่งจะเพิ่มพูนความรักความ เมตตามากขึ้น

    วุฑฒบุคคล ๓ ประเภท ได้แก่
 ก. ชาติวุฑฒ ผู้เจริญโดยชาติสกุลมีพระมหากษัตริย์เป็นต้น ท่านเหล่านี้ได้ดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม ปกครองประเทศชาติให้สงบร่มเย็น ไพร่ฟ้าประชาชนไม่เดือดร้อนประกอบอาชีพการงานเป็นปกติเพราะอาศัยพึ่งพระบรม โพธิสมภารของพระองค์ พระมหากษัตริย์บางพระองค์ทรงห่วงใยในประชาชนยิ่งกว่าทางห่วงใยในตัวของ พระองค์เองอีก
 ข. วัยวุฑฒ ผู้เจริญด้วยวัยมีอายุยืนนาน เป็นรัตตัญญูรอบรู้เชี่ยวชาญปัญหาทางโลกและทางธรรมได้ดี ควรเคารพท่านในฐานะผู้แก่ผู้เฒ่าผ่านประสบการณ์แห่งชีวิตมามาก รู้ดีรู้ชั่วเห็นพระจันทร์พระอาทิตย์มาก่อนเรา
 ค. คุณวุฑฒ ผู้เจริญด้วยคุณความดีมีศีลมีกัลยาณธรรม เป็นบัณฑิตบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม
นอกจากนั้น ในอัปปมาทสูตร จตุตถวรรคแห่งปฐมปัณณาสก์ สัตตทนิบาต อังคุตตรนิกาย แสดงถึงบุคคลและสิ่งควรเคารพ
ไว้ ๗ ประการ ดังนี้.-
  ๑. สัตถุครุ เคารพในพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
  ๒. ธัมมครุ เคารพในพระธรรม
  ๓. สังเฆ จะ ติพพคารโว เคารพแรงกล้าในพระสงฆ์
              ๔. สมาธิครุ อาตาปี มีความเพียรเคารพในสมาธิ
  ๕. สิกขายะ ติพพคารโว เคารพแรงกล้าในการศึกษา
  ๖. อัปปมาทครุ เคารพในความไม่ประมาท
  ๗. ปฏิสัณฐานคารโว เคารพในปฏิสันถาร
 พระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์ ถือว่าเป็นปูชนียวัตถุและปูชนียบุคคลอันประเสริฐสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนผู้นับถือพระพุทธศาสนาจะต้องเคารพให้ครบไตรทวาร คือ ด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยใจทั้ง 3 ทาง ปฏิบัติโดยสม่ำเสมอทุกวัน วันละหลายๆ ครั้งก็ยิ่งดี
การเคารพด้วยกาย นั้น ได้แก่ การก้ม คลาน นั่ง ลุกรับกราบไหว้ เป็นกิจลักษณะงดงามตามแบบแผนประเพณี ถ้าตนรู้ว่าพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ สถิตอยู่ ณ สถานที่ต่ำกว่าตนจะต้องไม่นั่งไม่นอนไม่ยืนไม่เดินอยู่บนสถานที่ที่สูงกว่า แม้จำเป็นจะต้องประกอบการงานบนสถานที่สูงกว่าพระพุทธพระธรรมและพระสงฆ์ก็ ต้องกราบขอโอกาสเสียก่อน แม้การแต่งตัวก็ต้องให้สุภาพเรียบร้อย อย่ากั้นร่ม สวมรองเท้า อาบน้ำ ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือแสดงบทพิศวาทรักใคร่กันในเขตแดนรัศมีแห่งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เมื่อพบเห็นรูปปั้นหรือภาพเขียนภาพถ่ายของพระพุทธเจ้า และพระสงฆ์แล้วต้องแสดงความนอบน้อม เคารพ ไม่ข้าม ไม่เหยียบ ศึกษาเล่าเรียนทรงจำพระธรรมคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาโดยเคารพ เห็นหนังสือจารึกพระธรรมแล้วไม่เหยียบไม่ข้าม นี้ เรียกว่า เคารพพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ด้วยกาย
 การเคารพด้วยวาจานั้น ได้แก่ การทำวัตรสวดมนต์เทศน์พูดพรรณนาบทพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณด้วยจิตเลื่อมใสศรัทธา มีความเคารพเป็นพื้นฐาน ไม่พูดจาปรารภพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยถ้อยคำหยาบโลน หรือพูดจาปรารภด้วยความคึกคะนองตลกโปกฮา เพื่อความสนุกสนานหัวเราะขบขัน การพูดแสดงบทพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณด้วยจิตสำนึกว่า ท่านเป็นผู้ที่ควรเคารพสักการะเป็นสิ่งล้ำค่าที่มีความสำคัญทางศาสนา แล้วงดเว้นจากถ้อยคำที่ไม่ควรพูด พูดแต่ถ้อยคำที่ควรพูด อย่างนี้เรียกว่าเคารพด้วยวาจา
 การเคารพด้วยใจ ได้แก่ การน้อมจิตระลึกด้วยความเคารพในพระรัตนตรัย แล้วยึดเอาบทพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณบทใดบทหนึ่งมาเป็นบทภาวนาประจำ เพื่อให้จิตสงบไม่ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ตามสถานที่และโอกาสอำนวยทุกขณะที่ว่างจากภารกิจ หรือจะประกอบภารกิจไปพลางภาวนาบทพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณไปพลาง เรียกว่าภาวนาทุกลมหายใจเข้าออกก็ยิ่งดี
 บุคคลที่มีจิตตั้งมั่นยึดเหนี่ยวเคารพในพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณเป็นนิตย์ ภาวนาฝึกฝนจนเป็นวสีภูตเกิดความชำนาญแล้ว จิตย่อมทรงจำอำนาจอิทธิพลเหนือรูปธรรมทุกอย่าง บทภาวนาที่มีความเคารพเป็นพื้นฐานนั้นจะถึงการปรากฏกระจ่างแจ้งโดยลำดับ ความโลภความโกรธความหลงเบาบางลงทุกขณะ องค์แห่งฌานคือ วิตก ความตรึก วิจาร ความตรอง ปีติ ความอิ่มใจ สุข ความสบายกายและสบายใจ และเอกัคคตา ความมีอารมณ์แน่วแน่เป็นหนึ่งจะเกิดขึ้นแทนที่ ถ้าปฏิบัติโดยต่อเนื่องไม่ทอดทิ้งความเพียร ผลที่ประสงค์ย่อมสำเร็จแน่นอน
 บุคคลผู้ไม่มีความเคารพต่อพระรัตนตรัย ต่อปูชนียวัตถุ และปูชนียบุคคล ถือว่าเป็นอัปมงคล ทำให้เกิดความเสื่อมโชคลาภ ประสบเคราะห์ร้าย อัปยศชื่อเสียง ทำลายบุคลิกภาพสิ้นสง่าราศี กลายเป็นบุคคลแข็งกระด้างไม่น่าคบหา ไม่น่าไว้วางใจของชุมชน ความไม่เคารพจึงเป็นตัวทำลายไมตรีจิต ทำให้การงานต่างๆ ประสบความล้มเหลว เพราะขาดคนร่วมมือช่วยเหลือ ความไม่เคารพทำให้โลกร้อนเป็นไฟ เพราะเมื่อไม่มีการเคารพกัน ทำให้ไม่เกรงใจกัน การไม่เกรงใจกันทำให้เกิดการถือดี การถือดีทำให้เกิดการข่มขู่กันทางกายบ้างทางวาจาบ้าง การข่มขู่กันทำให้เกิดการบาดหมางกัน การบาดหมางกันทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน การทะเลาะวิวาทกันทำให้เกิดการมุ่งทำลายกันให้ย่อยยับไปในที่สุด ความไม่เคารพจึงเป็นเรื่องอัปปมงคลดังกล่าว

การปฏิสันถารตามหลักปฏิสันถาร ๒
 คำว่า “ปฏิสันถาร” ได้แก่ การต้อนรับแขกผู้มาถึงถิ่น, อาการเครื่องเผื่อแผ่, การต้อนรับปราศรัย มี 2 ประการได้แก่
 ๑. อามิสปฏิสันถาร การปฏิสัณฐานด้วยอามิส ได้แก่ การต้อนรับด้วยปัจจัยสี่อย่างใดอย่างหนึ่งพอเหมาะพอควรแก่แขกผู้มาหา โดยความสุภาพเรียบร้อยสิ่งที่มนุษย์เกิดช่องว่างระหว่างกันและกันก็คือ เรื่องเกี่ยวกับปัจจัย 4 ได้แก่อาหารการบริโภค เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม รวมเครื่องประดับต่างๆ เข้าด้วย ที่อยู่อาศัยรวมยวดยานพาหนะต่างๆ เข้าด้วย ยารักษาโรคมรวมเครื่องสุขภัณฑ์ต่างๆ เข้าด้วย ความเป็นอยู่ของมนุษย์เราไม่เหมือนกัน บางคนอยู่ในสกุลหรือภูมิประเทศได้เปรียบอาจมีปัจจัย 4 เหล่านี้ใช้อย่างเหลือเฟือ ส่วนคนที่อยู่ในสกุลหรือภูมิประเทศอันเสียเปรียบอาจมีปัจจัย 4 เหล่านี้น้อยหรือหาไม่ได้เลย ถ้ามนุษย์เราไม่มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน เข้าทำนองที่ว่า “คนรวยก็รวยเหลือล้น คนจนก็จนเหลือหลาย” ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างมนุษย์ด้วยกันอย่างมากมายจนกลายเป็นแบ่งชนชั้นแตก แยกบาดหมาง ไม่มีทางประนีประนอมกันได้ เกิดการยื้อแย่งแข่งขันเบียดเบียน ปล้นสดมภ์เข่นฆ่ากันอย่างกว้างขวาง หาความสงบสุขไม่ได้ ฉะนั้น คนรวยจึงต้องสงเคราะห์เกื้อกูลคนจนด้วยปัจจัย 4 ตามสมควร อย่าเป็นคนคับแคบเสวยสุขอยู่แต่ผู้เดียว อย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบคนจนอยู่ทุกท่า แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา จะเข้าตำราที่ว่า “ยิ่งรวยก็ยิ่งคับแคบ ยิ่งรวยก็ยิ่งงก ยิ่งรวยก็ยิ่งเห็นแก่ตัว ยิ่งรวยก็ยิ่งเอาเปรียบคนอื่น” ถ้าสังคมมีบุคคลประเภทนี้มากความสงบสุขจะมีไม่ได้เลย
 รวม ความว่า อามิสสปฏิสันถาร หมายถึง การให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน การต้อนรับปราศรัยด้วยใช้พัสดุสิ่งของเหมาะแก่ความต้องการ โดยควรแก่ฐานะของแขกผู้มาหา 
 ๒. ธัมมปฏิสันถาร การปฏิสันถารด้วยธรรม ได้แก่ การต้อนรับด้วยพูดจาปราศรัย ด้วยคำพูดที่สุภาพอ่อนโยน และคำพูดที่อ่อนหวาน และประกอบด้วยประโยชน์
 มนุษย์เรายามประสบเคราะห์กรรมมีทุกข์โศกโรคภัยต่างๆ ย่อมต้องการที่พึ่งทางใจ หากเราไม่อยู่ในฐานะที่จะช่วยเหลือได้ทางปัจจัย 4 เพราะเราก็อยู่ในสภาพเดียวกับเขา แต่เรามีกำลังใจดีกว่าเขา รู้วิธีแก้ปัญหาต่างๆ ได้ดีกว่าเขา เราจะนิ่งเฉยดูความเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์โดยไม่ช่วยเหลืออะไรเลยนั้นไม่ได้ ที่ถูกต้องใช้ธรรมเป็นเครื่องปลุกปลอบใจเขา และข้อปฏิบัติในการดำเนินชีวิตให้เขาอยู่รอดปลอดภัยพ้นจากเคราะห์กรรมต่างๆ นั้น
 การสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างนี้ ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ปฏิสันถาร” แปลว่า การอุดรูรั่วต่างๆ ระหว่างตนกับคนอื่น ก่อให้เกิดสามัคคีธรรมขึ้นระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ลบล้างรอยแตกแยกความร้าวฉานให้หมดสิ้นไป มีความคิดเห็นตรงกันแม้จะมีฐานะต่างกันก็อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสงบสุข

จบเรื่อง หน้าที่ชาวพุทธ และมารยาทชาวพุทธ

ดาวน์โหลดสื่อการสอน